บทที่ 10 พวกเจ้าไม่มีใครตายเหตุใดต้องแก้แค้นกัน
“พี่ใหญ่เหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้ ?”
เจียงรั่วอี้มองคนบนเตียงอย่างไม่เข้าใจ ในนิยายที่เธออ่านเจียงเฟยหยาไม่เคยได้รับบาดเจ็บใด ๆ จนกระทั่งตระกูลหลานและกู้เปิดศึกกวาดล้างตระกูลเจียงอย่างจริงจัง แล้วทำไมอีกฝ่ายถึงได้มีสภาพเหมือนผู้ป่วยหนักพร้อมลงโลงหลังจากเธอมาเข้าร่างเจียงรั่วอี้ได้เพียงวันเดียว
เดี๋ยวก่อนนะ
“ท่านพ่อข้าหลับไปกี่วัน”
“เจ้าอยากรู้ไปทำไม”
“ท่านพ่อตอบข้ามาก่อนสิเจ้าคะ”
“สี่วัน และเป็นสี่วันที่ทำให้พี่ชายเจ้าเป็นเช่นนี้!”
“ท่านพ่อพูดเหมือนอย่างกับว่าข้าเป็นคนทำร้ายพี่ใหญ่”หัวคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนแทบจะพันกันเป็นปม
เจียงเฟยหยาบาดเจ็บสาหัสเกี่ยวอะไรกับเธอ เธอไม่ได้เป็นคนทำร้ายอีกฝ่ายเสียหน่อย
“ใช่ เจ้าไม่ได้เป็นคนทำร้ายเจียงเฟยหยา แต่ที่เฟยหยาต้องกลายมาเป็นเช่นนี้ล้วนเป็นผลพวงจากการกระทำของเจ้า!”
“...”
“รั่วอี้เพราะการกระทำของเจ้าเมื่อสี่วันก่อนขณะที่เจ้ากำลังหลับสนิทไม่ยอมตื่นขึ้นมา ตระกูลกู้และหลานหยิบยกเรื่องว่าจ้างเจียงเฟยหยาไปเป็นผู้คุ้มกันพวกเขาเดินทางขึ้นเขาไปเก็บพืชวิญญาณ”
“แล้วทำไม ?”
“เจ้าอยากรู้สาเหตุที่ตระกูลไม่ปฏิเสธใช่ไหม ? ทำไมจะไม่อยากปฏิเสธแต่เพราะปฏิเสธไม่ได้ต่างหากละ! เจ้าทำเรื่องร้ายกาจลงไปขนาดนั้นตระกูลจะมีหน้าปฏิเสธได้อย่างไร ถึงปฏิเสธไปคนพวกนั้นก็สรรหาคำพูดมาทำให้ตระกูลรู้สึกผิด อับอาย กดดันให้ต้องยอมรับคำขอของพวกเขา มิหนำซ้ำยังข่มขู่ว่าหากไม่ยอมทำตามคำร้องขอจะตัดช่องทางการซื้อขายพืชวิญญาณของตระกูล!”
“รั่วอี้ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าสำหรับตระกูลเจียงของเราพืชวิญญาณมีความสำคัญมากขนาดไหน หากถูกตัดเส้นทางการรับซื้อหรือถูกทั้งสองตระกูลขัดขวางเป็นไปไม่ได้เลยที่ตระกูลเจียงจะสามารถยืนหยัดอยู่ต่อ”
“ตระกูลเรามีนักหลอมโอสถเก่ง ๆ อยู่ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ว่าตระกูลเราคือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่หรือ ท่านปู่เองก็เก่งกาจถึงเพียงนั้น ตระกูลเจียงจะถูกสองตระกูลนั้นกดดันได้อย่างไร”
“รั่วอี้เจ้าพูดอะไรออกมา!”
คนถูกตะคอกสะดุ้งตกใจ แต่คนตะคอกหาได้สนใจอาการของนางยังคงพูดออกมาด้วยโทสะ
“เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร! ท่านปู่นอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงมานานสิบเอ็ดปีแล้ว สิบเอ็ดปีที่ท่านไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลย! เจ้าเองก็รู้ดีเหตุใดถึงได้พูดออกมาเหมือนไม่รู้ ในเมื่อสาเหตุที่ทำให้ท่านนอนหลับไม่ฟื้นเพราะช่วยเหลือเจ้า ! เป็นเพราะช่วยให้เจ้าตื่นขึ้นมาทำเรื่องชั่วร้ายสารพัดท่านถึงได้ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย!”
เจียงเค่อหนิงตะคอกใส่บุตรสาวอย่างเดือดดาล ถึงจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับเด็กคนนี้ตั้งแต่เกิดเรื่องในคราวนั้น ทว่าอย่างน้อยร่างกายนี้ก็ยังบ่งบอกว่านางคือบุตรสาวของเขา ไม่ว่านางจะทำเรื่องเลวร้ายลงไปมากแค่ไหน เขาก็พยายามหลับตาข้างลืมตาข้าง จัดการปัญหาทุกอย่างที่นางก่อ
ทว่าการที่นางลืมเลือนตัวตนของคนที่เสี่ยงช่วยชีวิตนางกลับคืนมาทำให้เขาไม่อาจทนต่อไปได้อีก
หากบิดายังอยู่ตระกูลเจียงก็จะยังมีเสาค้ำจุ้นไม่ถูกตระกูลอื่นกดข่มได้ง่าย ๆ ตระกูลเจียงที่ได้ชื่อว่าหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่คงไม่มีสภาพอย่างทุกวันนี้
สภาพที่ไม่ต่างจากสุนัขหนีตายทำได้เพียงคอยมองสีหน้าราชสีห์
คนฟังนิ่งอึ้ง
นี่มันอะไรกัน...
เหตุใดเรื่องราวที่เธอได้อ่านกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ถึงแตกต่างกันเหลือเกิน หรือเพราะเธอไปต่อว่ากู้เหวินซานทุกอย่างจึงแตกต่างไปจากเดิม
หากเป็นเพราะเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วสาเหตุที่ทำให้เจียงคั่งหยูไม่ตื่นขึ้นมาคืออะไรละ เหตุการณ์เมื่อสิบเอ็ดปีก่อนคืออะไรกันแน่
เจียงรั่วอี้ทั้งสับสนและไม่เข้าใจ
การที่เธอต้องมาสวมร่างคนอื่นก็พานให้รู้สึกยุ่งยากใจมากพอแล้ว แต่นี่แม้แต่เหตุการณ์ช่วงแรกยังเปลี่ยนไปราวกับว่า นิยายที่เธออ่านกับเรื่องที่กำลังเผชิญนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แล้วแบบนี้เรื่องอื่น ๆ จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เธอจะสามารถรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนกัน
โธ่เว้ย!! ช่างมันก็แล้วกัน คิดมากไปก็มีแต่จะปวดหัวอะไรจะเกิดขึ้นก็ให้เกิดไปเลยเธอไม่คิดจะยอมอยู่เฉย ๆ รอวันตายอยู่แล้ว
ในเมื่อเรื่องราวไม่เป็นไปตามเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน เธอก็จะใช้ความรู้ที่มีน้อยนิดพยายามจัดการปัญหาทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ส่วนเรื่องที่คิดจะไปขอโทษตระกูลหลาน
ลืมไปเลย คนพวกนั้นทำกับเจียงเฟยหยาขนาดนี้แล้ว คำขอโทษอะไรก็ไม่ต้องเอามันแล้ว!
หลานหมิงหมิงถูกวางยาจากที่เห็นในวันนั้นอาการก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก แต่ดูสิ่งที่พวกนั้นทำกับเจียงเฟยหยา อาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายถึงขั้นพูดได้ว่าหวังให้ตาย
พวกเจ้าไม่มีใครตายเหตุใดต้องแก้แค้นกันหนักขนาดนี้!!
นี่สินะความโหดร้ายของโลกผู้ฝึกปราณ ความใจดำและโหดเหี้ยมของโลกที่มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
“เจ้ารู้สึกสำนึกผิดแล้ว?”เจียงคั่งหยูเห็นบุตรสาวเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ไม่แม้กระทั่งแสดงอาการไม่พอใจออกมาทั้งที่ตนตวาดอีกฝ่ายไปมากขนาดนั้น ท่าทางบุตรสาวที่แตกต่างไปจากปกติทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่าคนที่ตนกำลังต่อว่าไม่ใช่คนคนเดียวกับที่กระทำผิด
